ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน
บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ : ไทยแลนด์บริดจ์ vs รถไฟจีน–ลาว–ไทย
โดย ดร.ธารากร วุฒิสถิรกูล ประธาน สถาบันวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา บี อาร์ ไอ
โครงการใดเหมาะสมต่อการลงทุนและอนาคตภูมิภาคมากกว่า
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยเฉพาะสองโครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ได้แก่ โครงการแลนด์บริดจ์ของไทย ซึ่งมุ่งเชื่อมอ่าวไทยกับมหาสมุทรอินเดีย และโครงการรถไฟจีน–ลาว–ไทย ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายรถไฟเชื่อมภูมิภาคภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
แม้ทั้งสองโครงการจะมีเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพโลจิสติกส์ของภูมิภาค แต่เมื่อพิจารณาในเชิงการลงทุนและยุทธศาสตร์ จะพบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทั้งในด้านความเป็นไปได้ ความเสี่ยง และผลตอบแทนในระยะยาว
ความแตกต่างเชิงโครงสร้าง :'เสริมระบบ'กับ'ท้าทายระบบ'
โครงการรถไฟจีน–ลาว–ไทยเป็นการ ต่อยอดจากโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟจีน–ลาวที่เปิดใช้งานแล้ว ทำให้โครงการในฝั่งไทยเป็นเพียงการ'เชื่อมต่อ'เพื่อให้เกิดเครือข่ายสมบูรณ์ ซึ่งตอบสนองความต้องการขนส่งสินค้าที่มีอยู่จริง เช่น สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และอีคอมเมิร์ซ
ในทางกลับกัน โครงการแลนด์บริดจ์เป็นการ สร้างทางเลือกใหม่เพื่อแข่งขันกับเส้นทางเดินเรือโลก โดยเฉพาะช่องแคบมะละกา ซึ่งหมายความว่าโครงการนี้ไม่ได้เพียงเสริมระบบเดิม แต่เป็นการ'ท้าทายระบบเดิม'อย่างชัดเจน
ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ : ความแน่นอน vs ความคาดหวัง
ในมิติของการลงทุน รถไฟจีน–ลาว–ไทยมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน เนื่องจากมี'ดีมานด์'รองรับอยู่แล้ว และสามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งสินค้า ผู้โดยสาร และการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวเส้นทาง
ในขณะที่แลนด์บริดจ์ยังคงเผชิญคำถามสำคัญว่า'ผู้ประกอบการเดินเรือจะยอมเปลี่ยนเส้นทางหรือไม่'
เนื่องจากรูปแบบแลนด์บริดจ์ต้องมีการขนถ่ายสินค้า 2 ครั้ง (จากเรือ → รถไฟ/รถบรรทุก → เรือ) ซึ่งเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อน หากไม่สามารถสร้างข้อได้เปรียบด้านต้นทุนหรือเวลาอย่างมีนัยสำคัญ โครงการอาจไม่สามารถดึงดูดผู้ใช้งานได้เพียงพอ
มิติยุทธศาสตร์ : ความมั่นคง vs การเดิมพัน
ในเชิงยุทธศาสตร์ รถไฟจีน–ลาว–ไทยถือเป็นโครงการที่เสริมสร้าง ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค โดยเชื่อมจีนตอนใต้เข้ากับอาเซียน และช่วยให้ประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลอย่างลาวสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ดีขึ้น
ในทางตรงกันข้าม แลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่มีมิติ ภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา และอาจมีบทบาทในยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ เช่น จีน ญี่ปุ่น หรืออินเดีย
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกจำนวนมาก จึงมีลักษณะเป็น'การลงทุนเชิงเดิมพัน'มากกว่าการลงทุนเชิงเสถียร
ความเสี่ยงและผลตอบแทน : สมดุลที่แตกต่าง
เมื่อเปรียบเทียบในเชิงความเสี่ยง รถไฟจีน–ลาว–ไทยมีข้อได้เปรียบในด้าน:
ความต้องการตลาดที่มีอยู่จริง
เงินลงทุนที่ควบคุมได้
ระยะเวลาคืนทุนที่ชัดเจนกว่า
ในขณะที่แลนด์บริดจ์มีความเสี่ยงสูงจาก : เงินลงทุนขนาดใหญ่
ความไม่แน่นอนของปริมาณการใช้งาน
การพึ่งพานโยบายและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
บทสรุป : เลือก'ความแน่นอน'หรือ'โอกาสขนาดใหญ่'
หากพิจารณาจากมุมมองของนักลงทุนทั่วไปหรือภาคเอกชน
โครงการรถไฟจีน–ลาว–ไทยเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูง ให้ผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้ และสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจภูมิภาค
ในขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์ แม้จะมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโลจิสติกส์ระดับโลก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงสูง และต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว
กล่าวโดยสรุป
รถไฟจีน–ลาว–ไทย คือ'การลงทุนบนความจริงที่มีอยู่'
ส่วนแลนด์บริดจ์ คือ'การลงทุนบนความเป็นไปได้ในอนาคต'
การเลือกโครงการใดจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้ลงทุนว่า ต้องการ'ความมั่นคง'หรือ'โอกาสในการเปลี่ยนเกม...
สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด